วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:เมื่อไม่เศร้าโศก ใจก็จะสงบ มีอิสระ และเยือกเย็น

เมื่อไม่เศร้าโศก  ใจก็จะสงบ มีอิสระ และเยือกเย็น


๒๐.ผู้ถอนลูกศรนี้ได้แล้ว ก็จะมีอิสระ ได้ความสงบใจ ผ่านพ้นความ

เศร้าโศกทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก มีแต่เยือกเย็นใจ.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ให้รีบถอนลูกศรคือความโศกให้ได้


ให้รีบถอนลูกศรคือความโศกให้ได้

๑๙.ผู้แสวงสุขแก่ตน พึงระงับความเศร้าโศกคร่ำครวญร่ำไห้ ความ

โหยหา และความโทมนัส พึงถอนลูกศรคือความ

เศร้าโศกเสียให้ได้.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:คนฉลาดจะรีบดับความเศร้าโศกให้ได้



คนฉลาดจะรีบดับความเศร้าโศกให้ได้



๑๘. ธีรชนผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้น


เสียโดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำดับไฟที่กำลังไหม้ลุกลาม และเหมือน


ลมพัดปุยนุ่น.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ให้ทำใจว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้เขาฟื้นคืนมาอีกไม่ได้


ให้ทำใจว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้เขาฟื้นคืนมาอีกไม่ได้


๑๗.เพราะเหตุนั้น เมื่อได้สดับธรรมเทศนาของพระท่านแล้ว ก็พึง

ระงับความคร่ำครวญร่ำไห้เสีย ยามเมื่อเห็นคน

ล่วงลับดับชีวิตไป ก็ให้กำหนดรู้ว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้เขาฟื้นคืน

มาอีกไม่ได้.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ถึงใครจะมีอายุยืนยาวอย่างไรแต่ก็จะต้องตายในที่สุด


ถึงใครจะมีอายุยืนยาวอย่างไรแต่ก็จะต้องตายในที่สุด


๑๖.แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปี หรือเกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้อง


พลัดพรากจากหมู่ญาติ ทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้อยู่ดี.




วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ถึงจะไม่อยากตายอย่างไรแต่ก็ต้องตายอยู่ดี


ถึงจะไม่อยากตายอย่างไรแต่ก็ต้องตายอยู่ดี


๑๕.สัตว์ทั้งหลายตั้งความหวังอยากจะให้เป็นอย่างอื่นคือไม่ตาย แต่


ก็ไม่สมหวัง ความพลัดพรากจากกันมีอยู่เป็นประจำ ท่านจงพิจารณา

ดูความจริงแท้ของสัตว์โลกเถิด.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ทำใจให้ได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะญาติมิตรของเราเท่านั้น ญาติมิตรของคนอื่นเขาก็ตายเหมือนกัน


ทำใจให้ได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะญาติมิตรของเราเท่านั้น ญาติมิตรของคน


อื่นเขาก็ตายเหมือนกัน


๑๔.จงดูเถิด ถึงแม้คนอื่นก็กำลังจะตายไปตามยถากรรม สัตว์ทั้ง

หลายในโลกนี้ ต่างตกอยู่ในอำนาจมฤตยู กำลังพากันดิ้นรนกลัวตาย

ด้วยกันทั้งนั้น.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:การเศร้าโศกเมื่อมีคนตายมีแต่จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง

การเศร้าโศกเมื่อมีคนตายมีแต่จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง

๑๓. คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตก

อยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:การเศร้าโศกมีแต่จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง


การเศร้าโศกมีแต่จะสร้างทุกข์ให้แก่ตนเอง

๑๒.คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตก

อยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ควรเศร้าโศกจะเป็นการสร้างทุกข์แก่ตนเปล่าๆ


คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ควรเศร้าโศกจะเป็นการสร้างทุกข์แก่ตนเปล่าๆ

๑๑.คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ควรร้องไห้คร่ำครวญเพราะไม่เป็นประโยชน์

อะไรแก่คนที่สิ้นชีพ จะเป็นการเบียดเบียนตนเอง มีร่างกายซูบผอม

ผิวพรรณหมองคล้ำ การร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไรแก่คนที่ตายไปแล้ว จึง

ไม่มีประโยชน์อะไร.


พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ญาติมิตรไม่ควรร้องไห้เศร้าโศกเมื่อมีคนตาย


ญาติมิตรไม่ควรร้องไห้เศร้าโศกเมื่อมีคนตาย

๑๐. ถ้าผู้ที่ทำต้นให้เดือดร้อนด้วยการหลงใหลคร่ำครวญ จะทำประโยชน์อะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งก็คงทำอย่างนั้นตามไปแล้ว.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:เมื่อชีวิตของใครแตกดับแล้วถึงจะร้องไห้คร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์


เมื่อชีวิตของใครแตกดับแล้วถึงจะร้องไห้คร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์

๙. ท่านหารู้ทางของผู้มาเกิดหรือผู้ไปสู่ปรโลกไม่ เมื่อไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์เมื่อถึงเวลาตาย ญาติพี่น้องไม่ควรแสดงความเศร้าโศก


ชีวิตมนุษย์เมื่อถึงเวลาตาย ญาติพี่น้องไม่ควรแสดงความเศร้าโศก

ออกมา

๘. สัตว์โลกตกอยู่ในอำนาจของความแก่และความตายอย่างนี้ นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดถึงสภาพของสัตว์โลกแล้ว จึงไม่เศร้าโศกกัน.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์ถูกมฤตยูคร่าตัวไปเหมือนโคที่จะถูกฆ่า


ชีวิตมนุษย์ถูกมฤตยูคร่าตัวไปเหมือนโคที่จะถูกฆ่า

๗.จงดูเถิด ทั้งๆที่มีหมู่ญาติมาเฝ้ารำพึงรำพันอยู่โดยประการต่างๆ แต่ผู้จะตายกลับถูกมฤตยูคร่าตัวเอาไปแต่เพียงผู้เดียว เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ถูกนำไปแต่เพียงตัวเดียว.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์ไม่มีใครจะห้ามไม่ให้ตายได้


ชีวิตมนุษย์ไม่มีใครจะห้ามไม่ให้ตายได้

๖.เมื่อเหล่าสัตว์จะตาย ต้องไปปรโลกแน่นอนแล้ว บิดามารดาก็ไม่สามารถช่วยบุตรธิดาของตนไว้ได้ หรือหมู่ญาติก็ไม่สามารถช่วยพวกญาติของตนไว้ได้.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู


ชีวิตมนุษย์ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู

๕. ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู บ่ายหน้าสู่ความตายทั้งนั้น.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์เหมือนภาชนะดินที่แตกง่าย


ชีวิตมนุษย์เหมือนภาชนะดินที่แตกง่าย

๔.ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ที่ช่างหม้อปั้นแล้ว ในที่สุดก็ต้องแตกไป.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์เหมือนผลไม้สุกงอมพร้อมที่จะหล่นจากต้น


ชีวิตมนุษย์เหมือนผลไม้สุกงอมพร้อมที่จะหล่นจากต้น

๓. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยจากการที่ต้องตายเป็นนิตย์ เปรียบเหมือนผลไม้สุกงอมแล้ว ก็มีภัยจากการที่ต้องร่วงหล่นไปในเวลาเช้า.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์จะไม่ให้ตายไม่ได้


ชีวิตมนุษย์จะไม่ให้ตายไม่ได้

๒. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว พยายามหาวิธีที่จะไม่ต้องตาย ก็ไม่สำเร็จ ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจนชราภาพ ก็ต้องตายอยู่ดี เพราะธรรมดาของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้.

พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตและความตาย:ชีวิตมนุษย์แสนสั้น



ชีวิตมนุษย์แสนสั้น

๑.ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ สั้นนิดเดียว ลำบากยากเข็ญ มีทุกข์มาก แต่ไม่มีเครื่องหมายให้รู้ว่าจะตายเมือใด.

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา07:ชีวิตเหมือนโคที่เขาจะฆ่า


ชีวิตเหมือนโคที่เขาจะฆ่า

๗. ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ต้องนำไปสู่ที่ฆ่า ย่างเท้าเดินไปเท่าใด ความตายก็ใกล้เข้าไปเท่านั้น ชีวิตนี้วันคืนล่วงไปเท่าใด ก็ใกล้ความตายเข้าไปเท่านั้น เหมือนกัน.

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา06:ชีวิตเหมือนชิ้นนี้นาบไฟ


ชีวิตเหมือนชิ้นนี้นาบไฟ

๖.ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนชิ้นเนื้อนาบไฟ ธรรมดาว่าชิ้นเนื้อ ที่บุคคลเอาลงในกระทะ อันร้อนตลอดวันยังค่ำ จะพลันไหม้ ไม่ตั้งอยู่นาน ฉันใด ชีวิตนี้ก็ต้องเพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์เผาผลาญ ให้เหี้ยมเกรียม ไม่คงทนอยู่นาน ฉันนั้น.

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา05:ชีวิตเหมือนก้อนเสลด


ชีวิตเหมือนก้อนเสลด

๕. ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนก้อนเขฬะ ธรรมดาว่าบุรุษมีกำลัง จะถ่มก้อนเขฬะที่ปลายลิ้นได้โดยไม่ยาก ฉันใด ชีวิตนี้ก็เป็นของดับง่าย ฉันนั้น.


อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา04:ชีวิตเหมือนลำธารที่ไหลมาจากภูเขา


ชีวิตเหมือนลำธารที่ไหลมาจากภูเขา

๔. ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนละธารอันไหลมาจากภูเขา ธรรมดาว่ากระแสน้ำในลำธารไหลไปไกล กำลังเชี่ยว นำเอาสิ่งที่อาจนำไปได้ ไม่มีหยุดสักขณะ มีแต่จะไหลไปอย่างเดียว ฉันใด คืนล่วงไปๆก็นำเอาชีวิตล่วงตามไปด้วย ไม่มีพักสักขณะ มีแต่จะรุกไปส่วนเดียว ฉันนั้น.

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา03:ชีวิตเหมือนรอยไม้ขีดลงในน้ำ


ชีวิตเหมือนรอยไม้ขีดลงในน้ำ

๑. ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนรอยไม้ขีดลงในน้ำ ธรรมดาว่าน้ำเป็น
    ของไม่แยกจากกัน เมื่อบุคคลเอาไม่ขีดลงให้แยกจากกัน พอไม่มีไม้คั่น ก็กลับเลื่อนไหลเข้าหากันอีก รอยปรากฏในชั่วเวลาไม้กำลังขีดลงฉันใด ชีวิตนี้ยังเป็นไปได้ ก็เพราะปัจจัยอุดหนุน หมดปัจจัยแล้วก็หมดกัน สมกับพระพุทธภาษิตว่า

อายุ  อุสฺมา จ วิญญาณํ  ยทา กายํ ชหนฺติมํ

อปวิฏฺโฐ ตทา เสติ  เอตฺถ สาโร น วิชฺชติ.

ความว่า "เมื่อใด อายุ ไออุ่น วิญญาณ ละกายนี้เสีย

เมื่อนั้น กายนี้ย่อมนอนทอด หาแก่นสารมิได้ ข้อนี้ก็อุปไมย ฉันนั้น".

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา02:ชีวิตเหมือนต่อมน้ำ


ชีวิตเหมือนต่อมน้ำ
๒. ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย  เหมือนต่อมน้ำ ธรรมดาว่าต่อมน้ำ อันตั้งขึ้นเพราะเมล็ดโต ตกกระทบพื้นโดยกำลังแรง ย่อมพลันจะแตกไป ไม่ตั้งอยู่นาน ฉันใด ชีวิตนี้เกิดขึ้นเพราะความประชุมแห่งเหตุแล้ว เมื่อเหตุสลายจากกันแล้ว ก็พลันที่จะดับ ฉันนั้น.

อุปมาชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา01:ชีวิตเหมือนหยาดน้ำค้าง


ชีวิตเหมือนหยาดน้ำค้าง
๑.ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนหยาดน้ำค้าง ธรรมดาว่าหยาดน้ำค้างที่ปลายหญ้า เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาต้องไอร้อนก็พลันหายไป ไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเล่า เมื่อชาติมีแล้วก็มีชรา พยาธิ มรณะ คอยรุมเผา ไม่ให้เป็นไปนาน พลันสาบสูญ อันตรธานเสียแต่ยังไม่ทันไร เกิดแล้วก็แก่เฒ่า เจ็บ ตาย ในชั่วยังไม่ทันถึงร้อยปี ข้อนี้ก็อุปไมย ฉันนั้น.